In the future's profileIn my dream I dream to m...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    April 03

    ก้าวให้ทัน 'โลกดิจิทัล'

    พบกับคำแนะนำสดๆ ร้อนๆ จากงาน INET2006 ที่จะช่วยเปลี่ยนโลกทัศน์ของผู้ประกอบการไทย ให้พร้อมก้าวสู่ "โลกดิจิทัล"

    โลกแห่งเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน...ย่อมส่งผลดีต่อผู้ประกอบการที่เล็งเห็นความสำคัญของเทคโนโลยี และสามารถ "ปรับตัว" รับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ทัน

    ตรงข้ามกับผู้ประกอบการที่ไม่ตามติดกระแส ซ้ำยังละเลย...หากมองไม่เห็นความสำคัญของ "ไอที" แล้วล่ะก็...เทคโนโลยีอาจกลายเป็น "ดาบสองคม" ที่ทำให้เสียเปรียบในการแข่งขัน

    "ตฤณ ตัณฑเศรษฐี" กรรมการผู้จัดการ บมจ. อินเทอร์เน็ตประเทศไทย (INET) กล่าวในงาน "INET 2006: Accommodating changes in the digital world" ว่าโลกใน "ยุคดิจิทัล" มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง....ซึ่งผู้ประกอบการควรรู้และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ให้ทัน

    "ประการแรกคือ "Mobility" หรือการเคลื่อนที่ได้ง่าย ซึ่งสำคัญมาก ต่อไปการเข้าถึงข้อมูล และการทำธุรกรรมต่างๆ จะเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นที่ทำงาน ในยุคที่ไร้พรมแดนเช่นนี้ การใช้งานด้านไอทีต่อไปจะเป็นการใช้งานแบบ "เคลื่อนที่" นั้นก็หมายถึงการที่สังคมจะเป็น Wireless มากขึ้น

    ประการต่อมาคือ "Miniaturization" หรือการทำให้ขนาดเล็กลงมา ต่อไปอุปกรณ์จะมีขนาดเล็กลง เป็นการ Intergration หรือมีการหลอมรวมของพวกอุปกรณ์พกกา Electronic devices ให้มีฟังก์ชันที่หลากหลายในเครื่องเดียวมากขึ้น และต่อไปไอทีจะกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวัน หรือ "Commoditization" คือเป็นเหมือนของใช้ในชีวิตประจำวัน ราคาถูกลง ซึ่งคนก็จะพิจารณาการเลือกใช้โดยดูจากราคา และประสิทธิภาพการใช้งานเป็นหลัก"

    นอกจากนี้ ยุคไอทีจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา แม้แต่การออกกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ยังตามไม่ทัน อย่างที่เห็นได้ชัดก็คือพวกการจู่โจมทางอินเทอร์เน็ต หรือ Cyber Attack อย่างไวรัส เวิร์ม หรือการแฮคข้อมูล

    "การใช้เทคโนโลยีนั้นมีความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราต้องพึ่งพาระบบไอที และเกิดความผิดพลาดก็จะเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง พวกความเสี่ยงที่เกิดขึ้นก็อย่างเช่น การโดนโจมตีจากไวรัส เวิร์ม แฮคเกอร์ หรือการล่อลวง (Phising) ทางอีเมล ดังนั้นผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัย และการทำธุรกรรมต่างๆ"

    "ตฤณ" กล่าวต่อไปว่า แนวโน้มเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงและ "ฮอต" อย่างมากในเวลานี้มีอยู่ 3 เทรนด์ด้วยกัน นั่นคือ เวบเซอร์วิส (Web Services), ความปลอดภัย ความถูกต้องสมบูรณ์ และการเข้ารหัส-ถอดรหัสของสารสนเทศ (Information Security, Integrity and Encryption) และเทคโนโลยีจดจำคำพูด (Tech-to-speech / Speech recognition)

    ดังนั้น เพื่อเป็นการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง "ตฤณ" แนะนำว่า ผู้ประกอบการควรมีนโยบายรองรับในเรื่องต่างๆ เริ่มจากเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร (Human Capital) คือเตรียมบุคลากรที่มีความรู้ในเรื่องไอที และผู้ประกอบการเองต้องเห็นว่าไอทีเป็นส่วนที่สำคัญต่อธุรกิจ เป็นตัวชี้อนาคตของบริษัท และเป็น "การลงทุน" อย่างหนึ่งของบริษัท

    "อันดับแรกคุณต้องมองหาเทรนด์ให้ได้ แนวโน้มของเทคโนโลยีของไทยและของโลกนั้นไม่หนีกันเท่าไหร่ จะคล้ายๆ กัน แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า เมื่อไหร่มันจะเกิดขึ้นจริงๆ มากกว่า นอกจากต้องมองเทรนด์ให้ออกแล้วยังต้องรู้จักเลือก Tools หรือเลือกเครื่องมือที่จะพัฒนาไอทีขององค์กร แทนการเอาเงินจำนวนมากๆ ไปซื้อ Solution แต่เราควรเลือกหาเครื่องมือที่จะเอามา develop เองมากกว่า

    ซึ่งปัจจุบันนวัตกรรมไอทีมีหลายโซลูชั่น เช่น ดิจิทัล มีเดีย ซึ่งเป็นช่องทางการสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัลรูปแบบใหม่ที่ใกล้ตัวผู้บริโภค, ระบบข้อมูลสารสนเทศ (Geographic Information System-GIS), Short Transaction ได้แก่ EDC Network Pool, SMS และระบบความปลอดภัยของข้อมูลของการทำธุรกรรม (Terminal Line Encryption) ที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้า และส่งเสริมผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจอี-คอมเมิร์ซให้เป็นที่ยอมรับและเติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังต้องดูสภาพเศรษฐกิจด้วย โดยระบบไอทีที่เราลงทุนนั้นควรใช้งานได้ในระยะยาว"

    ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วโดยการตามโลกอนาคตให้ทัน

    เพราะโลกทุกช่วงเวลาไปด้วยความพลิกผัน ทุกธุรกิจเปลี่ยนแปลงและขับเคลื่อนไปด้วยเทคโนโลยี ทุกสิ่งไม่มีกฎตายตัว และทุกนาทีที่หยุดนิ่ง หมายถึงนาทีที่เราก้าวถอยหลัง...

    -----------------------

    อันดับแรกคุณต้องมองหาเทรนด์ให้ได้ แนวโน้มของเทคโนโลยีของไทยและของโลกนั้นไม่หนีกันเท่าไหร่ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า เมื่อไหร่มันจะเกิดขึ้นจริงๆ มากกว่า นอกจากนี้ยังต้องรู้จักเลือก Tools

    แอปเปิ้ลส่งซอฟต์แวร์แก้หูเสื่อมให้คนรักไอพ็อด

                  แอปเปิ้ลแก้ปัญหาทันควันหลังตกเป็นจำเลยข้อหาทำหูเสื่อม ส่งซอฟต์แวร์อัปเดตที่สามารถตั้งค่าความดังของเสียงที่เหมาะสมกับหูได้ พร้อมฟีเจอร์พิเศษให้ผู้ปกครองสั่งล็อกระดับเสียงที่ต้องการได้พร้อมตั้งพาสเวิร์ดป้องกันบุตรหลานเปลี่ยนได้เอง
           
           ซอฟต์แวร์ดังกล่าวเป็นซอฟต์แวร์สำหรับทำงานกับไอพ็อดนาโน เครื่องเล่นเพลงดิจิตอลรุ่นผอมบาง และไอพ็อดรุ่นที่สามารถเล่นไฟล์วิดีโอได้ นอกจากนั้น ผู้ปกครองก็สามารถใช้ซอฟต์แวร์ดังกล่าวนี้ตั้งค่าของเสียงที่เหมาะสมกับหูของบุตรหลานได้ตามต้องการ และจัดการ "ล็อค" ระดับเสียงนั้นเอาไว้ได้ด้วยพาสเวิร์ด เพื่อป้องกันไม่ให้บุตรหลานแอบเปลี่ยนไปเป็นเสียงดัง ๆ ที่อาจทำอันตรายต่อหูได้อีก
           

           Greg Joswiak รองประธานของแอปเปิ้ลฝ่ายการตลาดกล่าวว่า " ในฐานะที่แอปเปิ้ลเป็นผู้นำในวงการเครื่องเล่นเพลงดิจิตอล แอปเปิ้ลจึงต้องการพัฒนานวัตกรรมด้านการใช้งานที่สะดวกสบายต่อผู้ใช้ให้มากที่สุด และจากข้อร้องเรียนเกี่ยวกับเสียงที่ดังจนเกินไป เราจึงได้พัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับควบคุมความดังของเสียงที่ง่ายต่อการใช้งานออกมาด้วยเช่นกัน"
           
           ไมเคิล การ์เทนเบิร์ก นักวิเคราะห์จากจูปิเตอร์รีเสิร์ชให้ความเห็นว่า ไม่ว่าแอปเปิ้ลจะยอมรับหรือไม่ต่อข้อกล่าวหาที่ว่าเครื่องเล่นเพลงไอพ็อดสร้างปัญหาด้านการฟังให้ผู้ใช้ แต่การกระทำของแอปเปิ้ลที่พัฒนาซอฟต์แวร์ออกมารับผิดชอบต่อปัญหาดังกล่าวถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบอีกทางหนึ่ง
           

           อย่างไรก็ดี ซอฟต์แวร์ดังกล่าวสามารถแก้ไขปัญหาที่ถูกร้องเรียนได้ระดับหนึ่ง เนื่องจากยังมีเครื่องเล่นเพลงไอพ็อดอีกรุ่นหนึ่งที่ไม่สามารถทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ตัวนี้ได้ นั่นคือ ไอพ็อดชัฟเฟิล
           

           สำนักข่าวเอพีนิวส์ได้ทำการสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้ปกครองบางรายเกี่ยวกับการปรับปรุงซอฟต์แวร์ครั้งนี้ของแอปเปิ้ล โดยส่วนหนึ่งมีความรู้สึกพึงพอใจที่แอปเปิ้ลมีการแก้ไขปรับปรุง ยกตัวอย่างเช่น Sandy Liao คุณแม่ลูกสองรายหนึ่งระบุว่า รู้สึกพึงพอใจที่แอปเปิ้ลแก้ไข แม้ว่าเธอจะไม่สามารถใช้ซอฟต์แวร์ดังกล่าวได้กับเครื่องเล่นเพลงดิจิตอลไอพ็อดที่เธอมี นั่นก็คือ ไอพ็อดชัฟเฟิล และที่ครอบครัวของเธอมีนโยบายไม่ซื้อเครื่องเล่นเพลงดิจิตอลให้กับลูก ๆ ได้ใช้ก่อนวัยอันควร เนื่องจากเกรงว่าจะมีปัญหาด้านการฟัง และเธอได้เพิ่มเติมด้วยว่า ถึงแม้จะไม่ได้ซื้อให้ลูก แต่ก็มีเพื่อนของเธอมอบไอพ็อดชัฟเฟิลให้เป็นของขวัญแก่ลูกทั้งสองไปแล้ว
           
           "คงเป็นเรื่องที่เยี่ยมมาก ถ้าฉันสามารถใช้ซอฟต์แวร์ควบคุมความดังของเสียงกับไอพ็อดชัฟเฟิลได้" Sandy Liao กล่าว
           
           มีการอ้างอิงถึงเอกสารฟ้องร้องที่ส่งถึงศาลรัฐแคลิฟอร์เนียเกี่ยวกับความดังของเสียงที่เครื่องเล่นเพลงยอดฮิตอย่างไอพ็อดสร้างได้นั้นว่ามีมากกว่า 115 เดซิเบล ซึ่งเป็นระดับเสียงที่สามารถทำลายระบบการฟังของผู้ใช้ได้หากฟังติดต่อกันนานเกินกว่า 28 วินาทีต่อวัน และเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ก็มีชาวหลุยส์เซียน่ารายหนึ่งฟ้องร้องแอปเปิ้ลโดยกล่าวหาว่าไอพ็อดเป็นเครื่องเล่นที่สามารถทำลายระบบการฟังของผู้เล่นได้แล้วด้วยเช่นกัน
           
           เจนนิเฟอร์ เวเบอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ธเทิน โคโรลาโด เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ชาวอเมริกันจำนวน 25 ล้านคน หรือเท่ากับ 10 เปอร์เซ็นต์ของชาวอเมริกันทั้งหมดมีปัญหาด้านระบบการฟังบกพร่อง ซึ่งทำให้ปัญหานี้กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก
           
           สำหรับการจำหน่ายเครื่องเล่นเพลงไอพ็อดนั้น แอปเปิ้ลได้มีการติดตั้งคำเตือนว่า "permanent hearing loss may occur if earphones or headphones are used at high volume." หรือก็คือ หากฟังด้วยเสียงที่ดังจนเกินไปอาจสูญเสียระบบการฟังอย่างถาวรได้"
           
           "อันตรายที่เกิดขึ้น เกิดจากการที่หูรับเสียงในระดับที่ดังจนเกินไป ดังนั้นไม่ว่าเครื่องเล่นยี่ห้อใดที่สามารถสร้างเสียงได้ดังในระดับนั้นก็ถือเป็นอันตรายทั้งนั้น" เวเบอร์กล่าว
           
           คำกล่าวดังกล่าวยืนยันได้ว่า ไม่ใช่แอปเปิ้ลเพียงบริษัทเดียวที่ต้องเริ่มติดตั้งคำเตือนในการใช้งานบนข้างกล่องผลิตภัณฑ์เครื่องเล่นเพลงดิจิตอล อย่างไรก็ดี การติดตั้งคำเตือนในการใช้งานอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเป็นความกับลูกค้าได้อีกทางหนึ่ง
           
           ด้านประเทศฝรั่งเศส ได้เคยมีการออกกฎหมายในปี 1996 ควบคุมระดับความดังของเสียงในอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ให้เกิน 100 เดซิเบลมาแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่ออกมาก่อนไอพ็อดจะเกิดถึง 5 ปีเลยทีเดียว
           
           ปัจจุบัน แอปเปิ้ลสามารถขายไอพ็อดได้แล้วกว่า 42 ล้านเครื่อง นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2001 ในจำนวนนี้ยอดขายเครื่องเล่นกว่า 30 ล้านเครื่องเป็นยอดขายที่เกิดขึ้นหลังจากแอปเปิ้ลเปิดตัวไอพ็อดชัฟเฟิล และไอพ็อดนาโนในปี 2005 เป็นต้นมา

    เนคเทคทำสมองกลติดรถเอ็นจีวี

    เนคเทจับมือปตท. รับสมัครรถร่วมทดสอบใช้งานหัวจ่ายก๊าซอิเล็กทรอนิกส์ ผลงานทีมวิจัยเนคเทค หนุนคนไทยใช้รถยนต์ก๊าซมากขึ้น

         ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค/สวทช.) เปิดเผยว่า เนคเทคประสบความสำเร็จ ในการพัฒนาระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ECU) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ควบคุมปริมาณจ่ายก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ โดยร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ดำเนิน "โครงการทดสอบผลงานวิจัยระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ECU) กับรถยนต์ใช้ก๊าซธรรมชาติ” ทั้งการทดสอบใช้งานจริงบนท้องถนน และทดสอบในห้องปฏิบัติการของสถาบันวิจัยและพัฒนา ปตท.

         อุปกรณ์ ECU ของเนคเทค สามารถปรับใช้ได้กับเครื่องยนต์ ระบบ 4 หัวฉีดทุกรุ่น โดยแยกการทำงานตามจังหวะจุดระเบิด อีกทั้งสามารถปรับแต่งค่าผ่านซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าว ได้ผ่านการทดสอบวิ่งในรถยนต์จริงที่ระยะทาง 10,000 กิโลเมตร สามารถพิสูจน์ได้ว่าช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้ 50%

         “อุปกรณ์จะแปลงค่าพลังงานน้ำมันที่ต้องการสำหรับเครื่องยนต์ ในขณะขับขี่ให้อยู่ในหน่วยของปริมาณก๊าซ ที่ให้พลังงานเท่ากัน และไม่ก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศ ซึ่งอาศัยหลักการประมวลผลจากเซ็นเซอร์ตรวจจับสัญญาณ จากการจ่ายเชื้อเพลิงของหัวฉีดน้ำมัน ที่สอดคล้องกับรอบของเครื่องยนต์ เพื่อหาค่าเวลาในการจ่ายก๊าซที่เหมาะสม” ผู้อำนวยการเนคเทค กล่าว

         นายณัฐชาติ จารุจินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า รถยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติมีจำนวนทั้งสิ้น 12,000 คัน ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มผู้ขับขี่รถแท็กซี่เป็นหลัก ซึ่งจำนวนดังกล่าวยังไม่มากนัก ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากราคาค่าติดตั้งค่อนข้างสูง โดยชุดควบคุม ECU นำเข้าราคาอยู่ที่ 15,000 บาท

         “ขณะที่เนคเทคพัฒนา ECU ได้ในราคาต้นทุน 5,000 บาทเท่านั้น ปตท. จึงได้เข้าร่วมโครงการทดสอบประสิทธิภาพการใช้งาน อุปกรณ์ ECU ของเนคเทค ว่าสามารถใช้ร่วมกับชุดอุปกรณ์อื่น อาทิเช่น เครื่องยนต์ วาล์วปรับความดันภายในรถ ที่แตกต่างกันไปในแต่ละยี่ห้อรถ รวมถึงปรับแต่งให้สอดคล้องกับลักษณะของเครื่องยนต์ ภายใต้ระยะเวลาในการทดสอบ 4 เดือน” นายณัฐชาติ กล่าว

         ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้เปิดรับสมัครรถยนต์เข้าร่วมทดสอบ 100 คันเท่านั้น จะต้องเป็นรถที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาดไม่เกิน 2,000 ซีซี โดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัทเอกชนที่บริการติดตั้งก๊าซรถยนต์ ประกอบด้วย บริษัท ก๊าซเทค เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด, บริษัท ส.ศิริแสง จำกัด, บริษัท ซุปเปอร์เซ็นทรัลแก๊ส จำกัด, บริษัท โพลีเทคโนโลยี จำกัด, บริษัท เอ็นจิเนียริ่งโพรดักส์ จำกัด

         ในส่วนของ ปตท. ได้สนับสนุนงบประมาณในการติดตั้งถังแก๊สกับรถยนต์ในโครงการ ราคาประมาณ 14,000 บาท จากราคาเต็มทั้งระบบที่ 50,000-60,000 บาท โดยเจ้าของรถจะเสียค่าติดตั้ง 35,000 บาท พร้อมรับประกัน 1 ปี ในการตรวจสภาพรถยนต์เดือนละครั้งตลอดโครงการ ทั้งนี้ หากประสบความสำเร็จในการทดสอบ โครงการจะดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ โดยลดการนำเข้าอุปกรณ์ ECU ซึ่งสูงกว่า 50% และจะส่งเสริมให้เกิดการใช้ก๊าซ ในรถยนต์ทั่วไปมากขึ้น

    New Asian Colonisation?

    New Asian Colonisation?
    SembCorp Industrial Parks สวนอุตสาหกรรมที่บริหารงานโดย SembCorp ใน Wuxi (ใกล้เซี่ยงไฮ้), โฮจิมินห์ซิตี้, Batam (อินโดนีเซีย) และ Bintan (อินโดนีเซีย)
     
    วันนี้ไปยืนอ่าน The Economist ฉบับล่าสุด (23 มี.ค. 2549) เค้ามีบทความวิเคราะห์เล็ก ๆ (ครึ่งหน้า) เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในการขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ ซึ่งมีสองปัจจัยที่ฉุดไม่ให้มันฉิวอย่างที่ศักยภาพของสิงคโปร์ทำได้จริง หนึ่งก็คือ แรงงานมีน้อยและราคาแพง สองก็คือ ที่ดินมีจำกัด แพง ทำให้ต้นทุนการมาตั้งโรงงานตั้งกิจการใหม่ ๆ ในประเทศเค้าเนี่ยสูง จนแข่งกับอื่นในเอเชีย อย่างจีนและอินเดียได้ลำบาก
     
    ทางออกของสิงคโปร์ตอนนี้ก็คือ รัฐจะสนับสนุนให้บริษัทเอกชน (ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ถือหุ้นใหญ่โดยรัฐอีกที) เข้าไปลงทุนเปิดสวนอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อนบ้าน อย่างในข่าวนี่ เป็นกรณีของเกาะ Bintan ของอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักจากสิงคโปร์ นั่งเรือเฟอร์รี่ไปมาหากันได้
     
    โดยสิงคโปร์ได้เจรจากับรัฐบาลอินโดนีเซีย จะให้การช่วยเหลือด้านโครงสร้างพื้นฐาน สร้างถนน ไฟฟ้า ประปา ระบบการสื่อสารให้ รวมทั้งระบบการบริหารจัดการด้วย (หัวข้อบทความใช้คำว่า "clone" คือจะจำลองเกาะสิงคโปร์มาเลย แนว ๆ นั้น, และมีใช้ข้อความนึงว่า "install Singapore operating system" หมายถึงสิงคโปร์จะเป็นผู้ดูแลเกาะนี้ โดยใช้ระบบที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในสิงคโปร์)
     
    แนวคิดของยุทธศาสตร์นี้ก็คือ ในเมื่อการดึงคนให้เข้ามาลงทุนในสิงคโปร์นั้น มันลำบาก เนื่องจากข้อจำกัดทางธรรมชาติ ซึ่งแก้ไขอะไรไม่ได้ (สิงคโปร์ได้พยายามถมทะเลบางส่วนให้เป็นแผ่นดิน แต่นั่นก็ใกล้ถึงจุดตันแล้ว) อย่ากระนั้นเลย ก็เดินให้เร็วกว่าคนอื่นหนึ่งก้าว ด้วยการไปตั้งสวนอุตสาหกรรมในประเทศข้างเคียงซะ อย่างน้อยก็ยังสามารถดึงเม็ดเงินส่วนนึงเข้าประเทศได้
     
    ก็ต้องยอมรับว่าเค้าฉลาดจริง ๆ ล่ะ
     

    เผยปริญญาโทเลือกเงินเดือนสูงอันดับแรก

    เผยปริญญาโทเลือกเงินเดือนสูงอันดับแรก
    พร้อมท์ทรัพยากรบุคคลและบริการทำการสำรวจเกี่ยวกับงานและบริษัทที่นักศึกษากลุ่มปริญญาโท ภาคภาษาอังกฤษสนใจอยากร่วมทำงาน พบว่าบริษัทชื่อดังติดอันดับกันถ้วนหน้า  ไม่ว่าจะเป็นเป๊ปซี่, โนเกีย, แกรมมี่, จีอี มันนี่และเอไอเอ ชี้ปัจจัยสำคัญของการเลือกงาน คือ เงินเดือนที่อยู่ในระดับ 4-5 หมื่นบาท  เชื่อตลาดไทยยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมาก
     
    นายปิยะมิตร รังษีเทียนไชย กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร้อมท์ทรัพยากรบุคคลและบริการ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจเอาท์ซอฟ์ทและฝึกอบรมให้กับบริษัทชั้นนำ    เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ร่วมกับบริษัทไทยเบฟเวอร์เรจ จำกัด (มหาชน) และหนังสือพิมพ์เนชั่นทำการสำรวจความคิดเห็นของนิสิตนักศึกษาจำนวน 300 คนจากสถาบันอุดมศึกษาในระดับปริญญาโทที่สนใจเรียนภาคภาษาอังกฤษใน 4 มหาวิทยาลัย 4 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์,ธรรมศาสตร์,มหิดล และเอแบค ในหัวข้อเกี่ยวกับโอกาสงานและความก้าวหน้าทางอาชีพ และรายชื่อบริษัทที่ผู้สำเร็จการศึกษาอยากเข้าร่วมกว่า 100 แห่ง โดยได้ทำการสำรวจไปเมื่อธันวาคมปีที่แล้ว   
     
    ผลการสำรวจพบว่าบริษัทสินค้าคอนซูเมอร์ที่นักศึกษาสนใจอยากทำงานมากที่สุด ได้แก่  เป๊ปซี่, พี แอนด์ จี, ยูนิลีเวอร์ , ลอรีอัล และเนสท์เล่ กลุ่มเทเลคอมบริษัทที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือ โนเกีย ส่วนธนาคารที่ได้รับความสนใจ คือ จีอี มันนี่และซิตี้แบงก์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ได้แก่ บริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่และเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์   ส่วนประกัน ได้แก่ เอไอเอและอยุธยา อลิอันซ์  
     
    สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดทำนี้เพื่อสำรวจพฤติกรรมและเหตุผลในการเลือกที่ทำงาน อีกทั้งผลที่ได้จากการสำรวจทำให้ทราบข้อมูลว่านักศึกษาอยากทำงานที่บริษัทไหน ซึ่งปัจจัยสำคัญในการเลือกงานของคนกลุ่มนี้ คือ อัตราเงินเดือน ซึ่งเฉลี่ยเงินเดือนของคนจบปริญญาโทจะมีประมาณ 4-5 หมื่นบาท รองมาอยู่ที่ 3-4 หมื่นบาท ส่วนปัจจัยอื่นๆที่รองลงมาในการเลือกงาน เช่น สวัสดิการและการเดินทางที่สะดวก เป็นต้น  
     
    ทั้งนี้การที่บริษัทชั้นนำต่างๆต้องการรับนักศึกษาในระดับปริญญาโทเข้าทำงาน เนื่องจาก คนกลุ่มนี้มีวุฒิภาวะทางด้านวิชาการและอารมณ์ที่ดีกว่านักศึกษาปริญญาตรีหรือเรียกว่ากลุ่มเจนเนอรัล อาร์ ซึ่งประกอบด้วย  5 อาร์ ได้แก่  Rich ยึดติดกับวัตถุนิยมมากเกินไป , Risk ชอบเสี่ยงและกล้าได้กล้าเสีย , Rough ฉาบฉวย ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน, Rude หยาบคายหรือทำอะไรไม่รู้จักกาลเทศะ และ Rush  รีบเร่งหรือหวังผลในระยะสั้น 
     
    บริษัทฯยังเชื่อว่าตลาดไทยยังมีโอกาสขยายตัวได้มากและสร้างมูลค่าได้เพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันคนส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาทและคนที่มีรายได้ 5 หมื่นบาทขึ้นไปยังมีน้อยหรือมีประมาณ 3 แสนคนจาก 66 ล้านคน

    มุมมองที่ "เปลี่ยนไป" ของธุรกิจ "โบรกเกอร์"

    หลังจากปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารองค์กรครั้งใหญ่ วันนี้ "บล.กรุงศรีอยุธยา" ภายใต้การนำของ "ม.ร.ว.ศศิพฤนท์ จันทรทัต" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ มองทิศทางธุรกิจหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ว่า กำลังเปลี่ยน "แนวโน้ม" ครั้งใหญ่ จากเดิมที่เน้นรายได้ "ค่าคอมมิชชั่น" อย่างเดียว ต่อไปนี้ทุกคนจะต้องเปลี่ยนไปหารายได้จาก "ค่าธรรมเนียม" มากขึ้น เช่น จากธุรกิจวาณิชธนกิจ และบริหารพอร์ตลงทุนของบริษัท
     
    "ผมมองว่าภาพรวมของธุรกิจนี้กำลังปรับตัว หันไปเน้นที่คุณภาพลูกค้า และรายได้อื่นๆ มากขึ้น เพราะในอนาคตจะมีการลดค่าคอมมิชชั่น (ปล่อยลอยตัว) จะมีผลกระทบมาก ซึ่งเทรนด์นี้จะคล้ายกับอเมริกา และ ยุโรป ท้ายที่สุดธุรกิจโบรกเกอร์จะอยู่ได้ด้วยตัวลูกค้า ไม่ใช่ "วอลุ่มเทรด" อีกต่อไป" ม.ร.ว.ศศิพฤนท์ จันทรทัต กล่าว
     
    ขณะที่สถานการณ์ในปัจจุบัน ภาพรวมของธุรกิจหลักทรัพย์ได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากมูลค่าการซื้อขายลดลงไปมาก ขณะที่รายได้ค่าที่ปรึกษานำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย หลายบริษัทไม่ต้องการขายหุ้นในช่วงที่การเมืองอึมครึม และไม่เอื้ออำนวยเช่นนี้
     
    แต่สำหรับ "บล.กรุงศรีอยุธยา" ได้ประเมินสถานการณ์ว่า ในปี 2549 (ทั้งปี) ตลาดหุ้นไทยไม่ได้มีทิศทางที่ดี และเอื้ออำนวยต่อการลงทุน จึงได้ปรับโครงสร้างธุรกิจรับมือไว้ก่อนแล้ว
     
    ม.ร.ว.ศศิพฤนท์ เปิดเผยว่า ธุรกิจที่ยังเดินไปได้ดี คือ งานด้านรับเป็นที่ปรึกษาจัดหาแหล่งเงินทุนให้กับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงงานที่ปรึกษาควบรวมกิจการ (M&A) งานด้านนี้ บล.กรุงศรีอยุธยา มีความถนัดอยู่แล้ว
     
    "ผมทำ M&A โครงการขนาดใหญ่มาแล้วหลายโครงการ เช่น กรณีโรงไฟฟ้าราชบุรี มูลค่าเป็นหมื่นล้าน เรามองว่าธุรกิจนี้สามารถต่อยอดธุรกรรมโบรกเกอร์ และพอร์ตการลงทุนของบริษัทได้ เรายังมีจุดแข็งมีฐานการเงินที่แข็งแกร่ง เพราะมีธนาคารกรุงศรีอยุธยา (บริษัทแม่) ให้การสนับสนุนทำให้เกิดธุรกรรมใหม่ๆอยู่เสมอ"
     
    ส่วนโครงสร้างธุรกิจใหม่ของ บล.กรุงศรีอยุธยา ต้องการลดสัดส่วนรายได้จากค่าคอมมิชชั่นลง แต่ไปเพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียมมากขึ้น
     
    ในปี 2548 ที่ผ่านมาโครงสร้างรายได้ของ บล.กรุงศรีอยุธยา มาจากรายได้ค่าคอมมิชชั่น 60% ธุรกิจวาณิชธนกิจ 20% และที่เหลือเป็นรายได้จากพอร์ตการลงทุนของบริษัท
     
    "ในปี 2549 นี้ เราจะลดสัดส่วนรายได้ค่าคอมมิชชั่น ลงเหลือ 50-60% และผลักดันให้รายได้จากงานด้านวาณิชธนกิจขึ้นมาอยู่ระดับ 25% ส่วนที่เหลือเป็นรายได้จากการลงทุน ซึ่งมองว่าถ้าทำได้ในระดับนี้ก็น่าจะสร้างเสถียรภาพให้กับตัวบริษัทได้มากขึ้น"
     
    สำหรับพอร์ตการลงทุนของบริษัท พอร์ตลงทุนระยะสั้นจะเน้นลงทุนในตลาดหุ้น และจะเทรดหุ้นตามภาวะตลาด โดยเฉลี่ยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีกำไรมาตลอด แต่ปัจจุบันได้ลกน้ำหนักเงินลงทุนลงเหลือเพียงหลัก "สิบล้านบาท" เพราะภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวย
     
    ส่วนพอร์ตลงทุนระยะยาวจะเน้นลงทุนในบริษัท ที่มีปัญหาทางการเงิน และกำลังจะล้มละลาย โดยจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาการเงิน จัดหาแหล่งเงินทุน และนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต
     
    "หลักในการลงทุนเราจะพิจารณาด้านสภาพคล่อง ศักยภาพของธุรกิจ ตลอดจนมูลค่าเพิ่มที่จะเกิดขึ้นเป็นหลัก เช่น กรณีเข้าลงทุนใน "บริษัท แม็ทชิ่ง สตูดิโอ" ถ้าหากเราและเขายังเห็นว่าบริษัทมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ และราคาหุ้นปรับขึ้น เราก็จะถือไว้ จนกว่ากิจการจะไม่มีมูลค่าเพิ่มแล้วเราก็ต้องออก อาจจะขายออกในตลาด ขายให้ผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือหาคนอื่นมารับซื้อ เป็นต้น แต่ถ้าวัตถุประสงค์ไปด้วยกันได้ ก็จะยังเป็นพาร์ทเนอร์กันต่อไป"
     
    นอกจากนี้จะเน้นความร่วมมือกับ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นบริษัทแม่ให้มากขึ้น ซึ่งตอนนี้จัดบ้านเกือบเสร็จแล้ว เหลือเพียงการเชื่อมฐานข้อมูลกับทางธนาคารในการแชร์ฐานลูกค้าระหว่างกัน เพื่อเสริมศักยภาพด้านงานบริการลูกค้า
     
    หลังจากปรับโครงสร้างองค์กรใหม่เสร็จแล้ว "ม.ร.ว.ศศิพฤนท์" วางแผนธุรกิจ 3 ปีข้างหน้า (2550-2552) ไว้ว่า จะผลักดันส่วนแบ่งการตลาดซื้อขายหลักทรัพย์ขึ้นสู่อันดับที่ 5 ภายในปี 2552 โดยมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 5% จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 2.9%
     
    ปัจจุบันธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีสาขามากกว่า 500 แห่ง จะเป็นตัวช่วยเพิ่มฐานลูกค้าด้านหลักทรัพย์ ซึ่งถ้าแต่ละสาขาส่งลูกค้าเป้าหมายมายังบริษัทสาขาละ 10-20 ราย ก็น่าพอใจ และจะทำให้ บล.กรุงศรีอยุธยา ไปถึงเป้าหมายได้โดยไม่ยากนัก
     
    ขณะเดียวกัน บล.กรุงศรีอยุธยา ก็มีแผนขยายสาขาออกไปยังต่างจังหวัดตามหัวเมืองใหญ่ให้มากขึ้น เช่น จ.เชียงใหม่, จ.นครราชสีมา, จ.ขอนแก่น, จ.อุบลราชธานี และจ.อุดรธานี เป็นต้น จากปัจจุบันที่มีสาขาเพียง 9 แห่ง อยู่ในเขตกรุงเทพฯ 5 สาขา และต่างจังหวัด 4 สาขา
     
    โดยฐานลูกค้ากว่า 90% เป็นนักลงทุนรายย่อย ขณะที่นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายใหญ่มีรวมกันประมาณ 10% เนื่องจากเดิมบริษัทไม่ได้เข้าไปให้บริการลูกค้าในเครือ แต่ในอนาคตอยากจะเพิ่มให้มากขึ้นเป็น 20-30% ขณะที่สัดส่วนลูกค้ารายย่อยอยากให้อยู่ที่ระดับ 70%
     
    "เป้าหมายของเราจะเน้นคุณภาพสินค้า และหาช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคให้มากขึ้น โดยใช้เน็ตเวร์คร่วมกับแบงก์ และบริษัทในเครือ ในที่สุดแล้วเมื่อเชื่อมโยงกับฐานลูกค้าในเครือธนาคารได้ เราจะไปสู่การเป็นแหล่งรวมสินค้าการเงิน หรือ Financial Department Store" ม.ร.ว.ศศิพฤนท์ กล่าวทิ้งท้าย

    Money Game : การหามูลค่าหุ้นเก็งกำไร (2)

    Money Game : การหามูลค่าหุ้นเก็งกำไร (2)
    >>> Catalysts ที่สอง
     
    หุ้นที่จะอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตสูง (High growth and high fashion) ในขณะที่ภาวะความต้องการ (Demand) ของสินค้าในอุตสาหกรรมนั้นยังไม่แน่นอน (Uncertain) ซึ่งความต้องการนี้จะแปรเปลี่ยนไปตามศักยภาพ (Potential) และการเติบโต (Growth) ซึ่งความไม่แน่นอนที่จะเป็นโอกาสสำคัญในการลงทุนหุ้น เพื่อหวังผลกำไรที่สูง
     
    สำหรับนักลงทุนที่สามารถคาดการณ์ถึงศักยภาพของตลาดและกำไรได้ ซึ่งมักจะเป็นอุตสาหกรรมในกลุ่มเทคโนโลยี อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน หรืออาจเป็นอุตสาหกรรมที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ซึ่งนักลงทุนมักจะให้มูลค่าหรือ Value ราคาหุ้นนั้นค่อนข้างคาดเคลื่อนจากที่ควรจะเป็น คือ อาจมีทั้งต่ำไปหรือสูงไป
     
    ในกรณีเช่นนี้โอกาสในการเกิด Arbitrage จะเกิดขึ้นได้อย่างมาก เนื่องจากการขาดความสมบูรณ์ของข้อมูล หรือ Market inefficiency เราสามารถหามูลค่าหุ้นของบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมประเภทนี้ได้ 2 วิธี คือ
     
    วิธีที่หนึ่ง ใช้ค่า P/E ในปีที่บริษัทมีการเติบโตเต็มที่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมเคเบิลทีวีถ้าเราให้จุดอิ่มตัวของกำไร (Mature Phase) ในปีที่ 5 หรือ 6 เราก็ใช้ P/E ของปีที่ 5 หรือ 6 ของหุ้นนั้น คิดส่วนลดกลับมาที่ปัจจุบัน ก็สามารถหาราคาหุ้นได้ดังนี้คือ ถ้าเราคาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของหุ้น High growth นี้จะอยู่ที่ 2 บาทต่อหุ้นในปีที่ 5 และเราพอใจการลงทุนที่ P/E 10 เท่า ทำให้เราสามารถคำนวณได้ว่า หุ้นตัวนี้ราคาจะอยู่ที่ 20 บาทในปีที่ห้า
     
    ถ้าเราต้องการคำนวณราคาหุ้น ณ ปัจจุบันนี้ เราต้องคิดส่วนลด จากปีที่ 5 มาปีปัจจุบันด้วยอัตราส่วนลดตามต้นทุนทางการเงิน ถ้าในกรณีนี้เราใช้สมมติฐานต้นทุนการเงินที่ 10% เราจะได้ราคาปัจจุบันของหุ้นตัวนี้ที่ 12 บาท เพราะฉะนั้นราคาหุ้นที่แตกต่างจากราคานี้จะเป็นโอกาสในการซื้อและขาย
     
    วิธีที่สอง อาจจะยุ่งยากกว่าวิธีที่หนึ่งมาก แต่ความแม่นยำจะสูงมากเช่นกัน วิธีนี้เรียกว่า Real option pricing model ซึ่งเป็นวิธีจำลองจากการคำนวณ Option หรือ Warrants ปัจจัยที่มีผลต่อราคาหุ้นก็จะเป็นปัจจัยเกี่ยวข้องกับ Warrants นั้นเองโดยอาศัยตัวแปร 6 ตัว คือ
     
    ตัวแปรที่หนึ่ง สินทรัพย์อ้างอิง (Underlying assets) ซึ่งในที่นี้คือ มูลค่ากิจการของสินทรัพย์ ณ ราคาปัจจุบัน
     
    ตัวแปรที่สอง อัตราการแกว่งตัว (Volatility) ถ้ามูลค่าสินทรัพย์นั้นมีโอกาสแกว่งตัวทั้งในทางขึ้นและทางลง จะมีผลต่อราคาหุ้นด้วย
     
    ตัวแปรที่สาม เวลาในการคิดคำนวณ (Time)
     
    ตัวแปรที่สี่ อัตราดอกเบี้ย (Risk free rate)
     
    ตัวแปรที่ห้า มูลค่าลงทุน หรือมูลค่าของหนี้ ซึ่งในทางการคิด Warrants ถือเป็น Exercise price หรือ Strike price
     
    ตัวแปรที่หก Dividend cycles ซึ่งเราถือเป็นต้นทุนในการดำเนินโครงการ และต้นทุนเสียโอกาส (Cost of delays)
     
    ผมเคยได้ใช้ Model นี้กับหุ้น Electronic ตัวหนึ่ง ชื่อว่า M และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ตัวหนึ่งที่ขึ้นต้นด้วย G หุ้นสองตัวนี้มีผลขาดทุนต่อเนื่องมาหลายปี แต่การใช้วิธีการประเมินมูลค่าหุ้นตามวิธีนี้ก่อน ที่หุ้นจะมีประกาศข่าวดี ทำให้เราสามารถทราบ Upside สูงสุดที่เป็นไปได้ ในที่สุดหุ้นทั้งสองได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1-3 เท่าเลยทีเดียวในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี
     
    >>> Catalysis ที่สาม
     
    หุ้นที่มีแนวโน้ม Turn around หรือพลิกฟื้น โดยปกติการตกต่ำของธุรกิจจะมาจาก 3 ลักษณะ คือ ทางดำเนินงาน (Operating) ทางด้านการเงิน (Financial) และทางด้านบริหาร (Management) ถ้าบริษัทใดที่ราคาหุ้นตกต่ำมานานสามารถแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้ ราคาหุ้นจะตองสนองในทางบวกทันที เช่น ทางด้านดำเนินงาน ถ้าบริษัทสามารถลดต้นทุนคงที่ หรือ Fixed cost ลงได้ อัตรากำไร (Gross margins) จะเพิ่มขึ้นทันที
     
    เราสามารถค้นหาบริษัทที่มีโอกาสที่จะพลิกฟื้นทางด้านดำเนินงานโดยดูจากอัตราส่วนยอดขายหารด้วย Market capitalization ซึ่งถ้าอัตราส่วนนี้เป็นตัวเลขที่สูง แสดงว่าบริษัทมีลูกค้าที่ยังคงภักดี (Loyalty) ต่อบริษัท และสินค้าของบริษัทอยู่ แต่ราคาหุ้นได้ปรับตัวลงไปมาก หรือในกรณีที่บริษัทมีปัญหาทางด้านการเงิน การเพิ่มทุนที่ไม่ก่อให้เกิดการลดลงของ Return on equity (ROE) หรือมูลค่าบัญชีต่อหุ้น (Book value) หรือการที่พันธมิตร (Strategic partner) ใส่เงินเข้าไป สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะทำให้มีการตอบสนองของนักลงทุนในทางบวก
     
    ส่วนในกรณีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ (Strategy) การดำเนินงาน และวิสัยทัศน์ในการทำกำไร ตลอดจนความเชื่อมั่นของนักลงทุนเพิ่มขึ้น เหมือนกับบริษัทอิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่งขึ้นต้น K หรือบริษัทผลิตไฟฟ้าแห่งหนึ่งในอดีตขึ้นต้นด้วย C
     
    การเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารนำไปสู่การปรับมุมมอง (Rerate) ทางบวกของนักลงทุนสถาบันได้...