In the future's profileIn my dream I dream to m...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
April 03 ก้าวให้ทัน 'โลกดิจิทัล'พบกับคำแนะนำสดๆ ร้อนๆ จากงาน INET2006 ที่จะช่วยเปลี่ยนโลกทัศน์ของผู้ประกอบการไทย ให้พร้อมก้าวสู่ "โลกดิจิทัล"
โลกแห่งเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน...ย่อมส่งผลดีต่อผู้ประกอบการที่เล็งเห็นความสำคัญของเทคโนโลยี และสามารถ "ปรับตัว" รับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ทัน ตรงข้ามกับผู้ประกอบการที่ไม่ตามติดกระแส ซ้ำยังละเลย...หากมองไม่เห็นความสำคัญของ "ไอที" แล้วล่ะก็...เทคโนโลยีอาจกลายเป็น "ดาบสองคม" ที่ทำให้เสียเปรียบในการแข่งขัน "ตฤณ ตัณฑเศรษฐี" กรรมการผู้จัดการ บมจ. อินเทอร์เน็ตประเทศไทย (INET) กล่าวในงาน "INET 2006: Accommodating changes in the digital world" ว่าโลกใน "ยุคดิจิทัล" มีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง....ซึ่งผู้ประกอบการควรรู้และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ให้ทัน "ประการแรกคือ "Mobility" หรือการเคลื่อนที่ได้ง่าย ซึ่งสำคัญมาก ต่อไปการเข้าถึงข้อมูล และการทำธุรกรรมต่างๆ จะเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นที่ทำงาน ในยุคที่ไร้พรมแดนเช่นนี้ การใช้งานด้านไอทีต่อไปจะเป็นการใช้งานแบบ "เคลื่อนที่" นั้นก็หมายถึงการที่สังคมจะเป็น Wireless มากขึ้น ประการต่อมาคือ "Miniaturization" หรือการทำให้ขนาดเล็กลงมา ต่อไปอุปกรณ์จะมีขนาดเล็กลง เป็นการ Intergration หรือมีการหลอมรวมของพวกอุปกรณ์พกกา Electronic devices ให้มีฟังก์ชันที่หลากหลายในเครื่องเดียวมากขึ้น และต่อไปไอทีจะกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวัน หรือ "Commoditization" คือเป็นเหมือนของใช้ในชีวิตประจำวัน ราคาถูกลง ซึ่งคนก็จะพิจารณาการเลือกใช้โดยดูจากราคา และประสิทธิภาพการใช้งานเป็นหลัก" นอกจากนี้ ยุคไอทีจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา แม้แต่การออกกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ยังตามไม่ทัน อย่างที่เห็นได้ชัดก็คือพวกการจู่โจมทางอินเทอร์เน็ต หรือ Cyber Attack อย่างไวรัส เวิร์ม หรือการแฮคข้อมูล "การใช้เทคโนโลยีนั้นมีความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราต้องพึ่งพาระบบไอที และเกิดความผิดพลาดก็จะเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง พวกความเสี่ยงที่เกิดขึ้นก็อย่างเช่น การโดนโจมตีจากไวรัส เวิร์ม แฮคเกอร์ หรือการล่อลวง (Phising) ทางอีเมล ดังนั้นผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัย และการทำธุรกรรมต่างๆ" "ตฤณ" กล่าวต่อไปว่า แนวโน้มเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงและ "ฮอต" อย่างมากในเวลานี้มีอยู่ 3 เทรนด์ด้วยกัน นั่นคือ เวบเซอร์วิส (Web Services), ความปลอดภัย ความถูกต้องสมบูรณ์ และการเข้ารหัส-ถอดรหัสของสารสนเทศ (Information Security, Integrity and Encryption) และเทคโนโลยีจดจำคำพูด (Tech-to-speech / Speech recognition) ดังนั้น เพื่อเป็นการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง "ตฤณ" แนะนำว่า ผู้ประกอบการควรมีนโยบายรองรับในเรื่องต่างๆ เริ่มจากเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร (Human Capital) คือเตรียมบุคลากรที่มีความรู้ในเรื่องไอที และผู้ประกอบการเองต้องเห็นว่าไอทีเป็นส่วนที่สำคัญต่อธุรกิจ เป็นตัวชี้อนาคตของบริษัท และเป็น "การลงทุน" อย่างหนึ่งของบริษัท "อันดับแรกคุณต้องมองหาเทรนด์ให้ได้ แนวโน้มของเทคโนโลยีของไทยและของโลกนั้นไม่หนีกันเท่าไหร่ จะคล้ายๆ กัน แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า เมื่อไหร่มันจะเกิดขึ้นจริงๆ มากกว่า นอกจากต้องมองเทรนด์ให้ออกแล้วยังต้องรู้จักเลือก Tools หรือเลือกเครื่องมือที่จะพัฒนาไอทีขององค์กร แทนการเอาเงินจำนวนมากๆ ไปซื้อ Solution แต่เราควรเลือกหาเครื่องมือที่จะเอามา develop เองมากกว่า ซึ่งปัจจุบันนวัตกรรมไอทีมีหลายโซลูชั่น เช่น ดิจิทัล มีเดีย ซึ่งเป็นช่องทางการสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัลรูปแบบใหม่ที่ใกล้ตัวผู้บริโภค, ระบบข้อมูลสารสนเทศ (Geographic Information System-GIS), Short Transaction ได้แก่ EDC Network Pool, SMS และระบบความปลอดภัยของข้อมูลของการทำธุรกรรม (Terminal Line Encryption) ที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้า และส่งเสริมผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจอี-คอมเมิร์ซให้เป็นที่ยอมรับและเติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังต้องดูสภาพเศรษฐกิจด้วย โดยระบบไอทีที่เราลงทุนนั้นควรใช้งานได้ในระยะยาว" ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วโดยการตามโลกอนาคตให้ทัน เพราะโลกทุกช่วงเวลาไปด้วยความพลิกผัน ทุกธุรกิจเปลี่ยนแปลงและขับเคลื่อนไปด้วยเทคโนโลยี ทุกสิ่งไม่มีกฎตายตัว และทุกนาทีที่หยุดนิ่ง หมายถึงนาทีที่เราก้าวถอยหลัง... ----------------------- อันดับแรกคุณต้องมองหาเทรนด์ให้ได้ แนวโน้มของเทคโนโลยีของไทยและของโลกนั้นไม่หนีกันเท่าไหร่ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า เมื่อไหร่มันจะเกิดขึ้นจริงๆ มากกว่า นอกจากนี้ยังต้องรู้จักเลือก Tools แอปเปิ้ลส่งซอฟต์แวร์แก้หูเสื่อมให้คนรักไอพ็อด
เนคเทคทำสมองกลติดรถเอ็นจีวี เนคเทจับมือปตท. รับสมัครรถร่วมทดสอบใช้งานหัวจ่ายก๊าซอิเล็กทรอนิกส์ ผลงานทีมวิจัยเนคเทค หนุนคนไทยใช้รถยนต์ก๊าซมากขึ้น
ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค/สวทช.) เปิดเผยว่า เนคเทคประสบความสำเร็จ ในการพัฒนาระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ECU) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ควบคุมปริมาณจ่ายก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ โดยร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ดำเนิน "โครงการทดสอบผลงานวิจัยระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ECU) กับรถยนต์ใช้ก๊าซธรรมชาติ” ทั้งการทดสอบใช้งานจริงบนท้องถนน และทดสอบในห้องปฏิบัติการของสถาบันวิจัยและพัฒนา ปตท. อุปกรณ์ ECU ของเนคเทค สามารถปรับใช้ได้กับเครื่องยนต์ ระบบ 4 หัวฉีดทุกรุ่น โดยแยกการทำงานตามจังหวะจุดระเบิด อีกทั้งสามารถปรับแต่งค่าผ่านซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าว ได้ผ่านการทดสอบวิ่งในรถยนต์จริงที่ระยะทาง 10,000 กิโลเมตร สามารถพิสูจน์ได้ว่าช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้ 50% “อุปกรณ์จะแปลงค่าพลังงานน้ำมันที่ต้องการสำหรับเครื่องยนต์ ในขณะขับขี่ให้อยู่ในหน่วยของปริมาณก๊าซ ที่ให้พลังงานเท่ากัน และไม่ก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศ ซึ่งอาศัยหลักการประมวลผลจากเซ็นเซอร์ตรวจจับสัญญาณ จากการจ่ายเชื้อเพลิงของหัวฉีดน้ำมัน ที่สอดคล้องกับรอบของเครื่องยนต์ เพื่อหาค่าเวลาในการจ่ายก๊าซที่เหมาะสม” ผู้อำนวยการเนคเทค กล่าว นายณัฐชาติ จารุจินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า รถยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติมีจำนวนทั้งสิ้น 12,000 คัน ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มผู้ขับขี่รถแท็กซี่เป็นหลัก ซึ่งจำนวนดังกล่าวยังไม่มากนัก ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากราคาค่าติดตั้งค่อนข้างสูง โดยชุดควบคุม ECU นำเข้าราคาอยู่ที่ 15,000 บาท “ขณะที่เนคเทคพัฒนา ECU ได้ในราคาต้นทุน 5,000 บาทเท่านั้น ปตท. จึงได้เข้าร่วมโครงการทดสอบประสิทธิภาพการใช้งาน อุปกรณ์ ECU ของเนคเทค ว่าสามารถใช้ร่วมกับชุดอุปกรณ์อื่น อาทิเช่น เครื่องยนต์ วาล์วปรับความดันภายในรถ ที่แตกต่างกันไปในแต่ละยี่ห้อรถ รวมถึงปรับแต่งให้สอดคล้องกับลักษณะของเครื่องยนต์ ภายใต้ระยะเวลาในการทดสอบ 4 เดือน” นายณัฐชาติ กล่าว ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้เปิดรับสมัครรถยนต์เข้าร่วมทดสอบ 100 คันเท่านั้น จะต้องเป็นรถที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาดไม่เกิน 2,000 ซีซี โดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัทเอกชนที่บริการติดตั้งก๊าซรถยนต์ ประกอบด้วย บริษัท ก๊าซเทค เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด, บริษัท ส.ศิริแสง จำกัด, บริษัท ซุปเปอร์เซ็นทรัลแก๊ส จำกัด, บริษัท โพลีเทคโนโลยี จำกัด, บริษัท เอ็นจิเนียริ่งโพรดักส์ จำกัด ในส่วนของ ปตท. ได้สนับสนุนงบประมาณในการติดตั้งถังแก๊สกับรถยนต์ในโครงการ ราคาประมาณ 14,000 บาท จากราคาเต็มทั้งระบบที่ 50,000-60,000 บาท โดยเจ้าของรถจะเสียค่าติดตั้ง 35,000 บาท พร้อมรับประกัน 1 ปี ในการตรวจสภาพรถยนต์เดือนละครั้งตลอดโครงการ ทั้งนี้ หากประสบความสำเร็จในการทดสอบ โครงการจะดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ โดยลดการนำเข้าอุปกรณ์ ECU ซึ่งสูงกว่า 50% และจะส่งเสริมให้เกิดการใช้ก๊าซ ในรถยนต์ทั่วไปมากขึ้น New Asian Colonisation?
เผยปริญญาโทเลือกเงินเดือนสูงอันดับแรก
มุมมองที่ "เปลี่ยนไป" ของธุรกิจ "โบรกเกอร์"หลังจากปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารองค์กรครั้งใหญ่ วันนี้ "บล.กรุงศรีอยุธยา" ภายใต้การนำของ "ม.ร.ว.ศศิพฤนท์ จันทรทัต" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ มองทิศทางธุรกิจหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ว่า กำลังเปลี่ยน "แนวโน้ม" ครั้งใหญ่ จากเดิมที่เน้นรายได้ "ค่าคอมมิชชั่น" อย่างเดียว ต่อไปนี้ทุกคนจะต้องเปลี่ยนไปหารายได้จาก "ค่าธรรมเนียม" มากขึ้น เช่น จากธุรกิจวาณิชธนกิจ และบริหารพอร์ตลงทุนของบริษัท
"ผมมองว่าภาพรวมของธุรกิจนี้กำลังปรับตัว หันไปเน้นที่คุณภาพลูกค้า และรายได้อื่นๆ มากขึ้น เพราะในอนาคตจะมีการลดค่าคอมมิชชั่น (ปล่อยลอยตัว) จะมีผลกระทบมาก ซึ่งเทรนด์นี้จะคล้ายกับอเมริกา และ ยุโรป ท้ายที่สุดธุรกิจโบรกเกอร์จะอยู่ได้ด้วยตัวลูกค้า ไม่ใช่ "วอลุ่มเทรด" อีกต่อไป" ม.ร.ว.ศศิพฤนท์ จันทรทัต กล่าว
ขณะที่สถานการณ์ในปัจจุบัน ภาพรวมของธุรกิจหลักทรัพย์ได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากมูลค่าการซื้อขายลดลงไปมาก ขณะที่รายได้ค่าที่ปรึกษานำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย หลายบริษัทไม่ต้องการขายหุ้นในช่วงที่การเมืองอึมครึม และไม่เอื้ออำนวยเช่นนี้
แต่สำหรับ "บล.กรุงศรีอยุธยา" ได้ประเมินสถานการณ์ว่า ในปี 2549 (ทั้งปี) ตลาดหุ้นไทยไม่ได้มีทิศทางที่ดี และเอื้ออำนวยต่อการลงทุน จึงได้ปรับโครงสร้างธุรกิจรับมือไว้ก่อนแล้ว
ม.ร.ว.ศศิพฤนท์ เปิดเผยว่า ธุรกิจที่ยังเดินไปได้ดี คือ งานด้านรับเป็นที่ปรึกษาจัดหาแหล่งเงินทุนให้กับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงงานที่ปรึกษาควบรวมกิจการ (M&A) งานด้านนี้ บล.กรุงศรีอยุธยา มีความถนัดอยู่แล้ว
"ผมทำ M&A โครงการขนาดใหญ่มาแล้วหลายโครงการ เช่น กรณีโรงไฟฟ้าราชบุรี มูลค่าเป็นหมื่นล้าน เรามองว่าธุรกิจนี้สามารถต่อยอดธุรกรรมโบรกเกอร์ และพอร์ตการลงทุนของบริษัทได้ เรายังมีจุดแข็งมีฐานการเงินที่แข็งแกร่ง เพราะมีธนาคารกรุงศรีอยุธยา (บริษัทแม่) ให้การสนับสนุนทำให้เกิดธุรกรรมใหม่ๆอยู่เสมอ"
ส่วนโครงสร้างธุรกิจใหม่ของ บล.กรุงศรีอยุธยา ต้องการลดสัดส่วนรายได้จากค่าคอมมิชชั่นลง แต่ไปเพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียมมากขึ้น
ในปี 2548 ที่ผ่านมาโครงสร้างรายได้ของ บล.กรุงศรีอยุธยา มาจากรายได้ค่าคอมมิชชั่น 60% ธุรกิจวาณิชธนกิจ 20% และที่เหลือเป็นรายได้จากพอร์ตการลงทุนของบริษัท
"ในปี 2549 นี้ เราจะลดสัดส่วนรายได้ค่าคอมมิชชั่น ลงเหลือ 50-60% และผลักดันให้รายได้จากงานด้านวาณิชธนกิจขึ้นมาอยู่ระดับ 25% ส่วนที่เหลือเป็นรายได้จากการลงทุน ซึ่งมองว่าถ้าทำได้ในระดับนี้ก็น่าจะสร้างเสถียรภาพให้กับตัวบริษัทได้มากขึ้น"
สำหรับพอร์ตการลงทุนของบริษัท พอร์ตลงทุนระยะสั้นจะเน้นลงทุนในตลาดหุ้น และจะเทรดหุ้นตามภาวะตลาด โดยเฉลี่ยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีกำไรมาตลอด แต่ปัจจุบันได้ลกน้ำหนักเงินลงทุนลงเหลือเพียงหลัก "สิบล้านบาท" เพราะภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวย
ส่วนพอร์ตลงทุนระยะยาวจะเน้นลงทุนในบริษัท ที่มีปัญหาทางการเงิน และกำลังจะล้มละลาย โดยจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาการเงิน จัดหาแหล่งเงินทุน และนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต
"หลักในการลงทุนเราจะพิจารณาด้านสภาพคล่อง ศักยภาพของธุรกิจ ตลอดจนมูลค่าเพิ่มที่จะเกิดขึ้นเป็นหลัก เช่น กรณีเข้าลงทุนใน "บริษัท แม็ทชิ่ง สตูดิโอ" ถ้าหากเราและเขายังเห็นว่าบริษัทมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ และราคาหุ้นปรับขึ้น เราก็จะถือไว้ จนกว่ากิจการจะไม่มีมูลค่าเพิ่มแล้วเราก็ต้องออก อาจจะขายออกในตลาด ขายให้ผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือหาคนอื่นมารับซื้อ เป็นต้น แต่ถ้าวัตถุประสงค์ไปด้วยกันได้ ก็จะยังเป็นพาร์ทเนอร์กันต่อไป"
นอกจากนี้จะเน้นความร่วมมือกับ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นบริษัทแม่ให้มากขึ้น ซึ่งตอนนี้จัดบ้านเกือบเสร็จแล้ว เหลือเพียงการเชื่อมฐานข้อมูลกับทางธนาคารในการแชร์ฐานลูกค้าระหว่างกัน เพื่อเสริมศักยภาพด้านงานบริการลูกค้า
หลังจากปรับโครงสร้างองค์กรใหม่เสร็จแล้ว "ม.ร.ว.ศศิพฤนท์" วางแผนธุรกิจ 3 ปีข้างหน้า (2550-2552) ไว้ว่า จะผลักดันส่วนแบ่งการตลาดซื้อขายหลักทรัพย์ขึ้นสู่อันดับที่ 5 ภายในปี 2552 โดยมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 5% จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 2.9%
ปัจจุบันธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีสาขามากกว่า 500 แห่ง จะเป็นตัวช่วยเพิ่มฐานลูกค้าด้านหลักทรัพย์ ซึ่งถ้าแต่ละสาขาส่งลูกค้าเป้าหมายมายังบริษัทสาขาละ 10-20 ราย ก็น่าพอใจ และจะทำให้ บล.กรุงศรีอยุธยา ไปถึงเป้าหมายได้โดยไม่ยากนัก
ขณะเดียวกัน บล.กรุงศรีอยุธยา ก็มีแผนขยายสาขาออกไปยังต่างจังหวัดตามหัวเมืองใหญ่ให้มากขึ้น เช่น จ.เชียงใหม่, จ.นครราชสีมา, จ.ขอนแก่น, จ.อุบลราชธานี และจ.อุดรธานี เป็นต้น จากปัจจุบันที่มีสาขาเพียง 9 แห่ง อยู่ในเขตกรุงเทพฯ 5 สาขา และต่างจังหวัด 4 สาขา
โดยฐานลูกค้ากว่า 90% เป็นนักลงทุนรายย่อย ขณะที่นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายใหญ่มีรวมกันประมาณ 10% เนื่องจากเดิมบริษัทไม่ได้เข้าไปให้บริการลูกค้าในเครือ แต่ในอนาคตอยากจะเพิ่มให้มากขึ้นเป็น 20-30% ขณะที่สัดส่วนลูกค้ารายย่อยอยากให้อยู่ที่ระดับ 70%
"เป้าหมายของเราจะเน้นคุณภาพสินค้า และหาช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคให้มากขึ้น โดยใช้เน็ตเวร์คร่วมกับแบงก์ และบริษัทในเครือ ในที่สุดแล้วเมื่อเชื่อมโยงกับฐานลูกค้าในเครือธนาคารได้ เราจะไปสู่การเป็นแหล่งรวมสินค้าการเงิน หรือ Financial Department Store" ม.ร.ว.ศศิพฤนท์ กล่าวทิ้งท้าย Money Game : การหามูลค่าหุ้นเก็งกำไร (2)
|
|
|